ที่ A.R.E.A.09/238/54

 

26    กันยายน    2554

 

เรื่อง         โปรดอย่าส่งเสริมการซื้อบ้านหลังแรก

 

เรียน         น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี

                และคณะรัฐมนตรี

 

อ้างถึง      หนังสือเลขที่ A.R.E.A.09/215/54 ลว. 7 กันยายน 2554

                เรื่อง นโยบาย-มาตรการด้านอสังหาริมทรัพย์ของรัฐบาล

 

                ตามที่รัฐบาลได้ออกนโยบาย ‘บ้านหลังแรก’ และมีรายงานข่าวว่ากระทรวงการคลังกำลังให้ธนาคารอาคารสงเคราะห์ทบทวนเพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรีในวันพรุ่งนี้อีกครั้งหนึ่ง  กระผมในนามของศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก.เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส ซึ่งเป็นศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์แห่งแรกในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2537 และสำรวจภาคสนามโดยมีฐานข้อมูลที่กว้างขวางที่สุดในประเทศไทย จึงทำหนังสือนี้มาเรียนเสนอข้อคิดเห็นอย่างเร่งด่วนเพื่อสนับสนุนการบริหารราชการของรัฐบาล

 

                การให้สถาบันการเงินจัดทำนโยบาย ก็ย่อมมีโอกาสออกมาเป็นการสนับสนุนการอำนวยสินเชื่อ  แต่ในขณะนี้การอำนวยสินเชื่อที่อยู่อาศัยในตลาดมีการแข่งขันกันอย่างมาก จนอาจถึงขีดอันตรายเช่นเมื่อปี พ.ศ.2540 แล้ว  กล่าวคือ มีการอำนวยสินเชื่อกันถึงเกือบ 100% ของมูลค่าทรัพย์สินจริง ทั้งที่ควรอยู่ ณ ระดับ 80%  ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดหนี้เสีย หากเศรษฐกิจของประเทศเสียหายเช่นในอดีต

 

                สถานการณ์ล่าสุดในขณะนี้ รัฐบาลสามารถชี้แจงกับประชาชนได้ว่า ยังไม่จำเป็นต้องออกมาตรการสนับสนุนการซื้อบ้านหลังแรกแต่อย่างใด เพราะ

                1. ครัวเรือนของไทย 82.4% มีบ้านของตนเอง โดยเป็นในเขตเทศบาล 62.7% (สัมมโนประชากรและเคหะ 2543)  การส่งเสริมที่อยู่อาศัยในยุโรปเกิดขึ้นเพราะสัดส่วนครัวเรือนที่มีที่อยู่อาศัยเองยังต่ำมาก

                2. กลไกตลาดสามารถทำงานได้ด้วยตนเอง จำนวนที่อยู่อาศัย 135,598 หน่วยทั้งหมดในตลาดจะสามารถขายได้หมด ในเวลา 16 เดือน  ดังนั้นรัฐบาลจึงไม่จำเป็นต้องสูญเสียงบประมาณสนับสนุนใด ๆ

                3. ผลการประกอบการของบริษัทพัฒนาที่ดินทั้งในและนอกตลาดหลักทรัพย์ต่างมีผลประกอบการที่ดี ไม่อยู่ในภาวะน่าห่วง

                4. ในขณะนี้ไม่มีปัญหาการขาดแคลนที่อยู่อาศัย

 

                รัฐบาลควรให้สัญญากับประชาชนได้ว่า หากเกิดวิกฤติ รัฐบาลจะสนับสนุนโดยการลดอัตราดอกเบี้ยให้เท่ากับศูนย์เปอร์เซ็นต์เป็นเวลา 3 ปีจนกว่าจะพ้นวิกฤติโดยรัฐบาลเป็นผู้รับภาระดอกเบี้ย  แต่ในระหว่างนี้รัฐบาลจะได้ระดมกำลังไปแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าของประเทศ เช่น ปัญหาน้ำท่วม และอื่น ๆ ก่อน

 

                ในระหว่างนี้หากรัฐบาลสามารถสร้างความมั่นใจในการซื้อที่อยู่อาศัยด้วยการกำหนดให้บริษัทพัฒนาที่ดินทุกรายและผู้บริโภคปฏิบัติตามพระราชบัญญัติการดูแลผลประโยชน์ของคู่สัญญา พ.ศ.2551 ที่กำหนดการคุ้มครองเงินดาวน์ของผู้บริโภค  ก็จะทำให้ผู้บริโภคเกิดความมั่นใจในตลาดอสังหาริมทรัพย์และมาซื้ออสังหาริมทรัพย์มากขึ้น โดยรัฐบาลไม่ต้องเสียงบประมาณกระตุ้นการซื้อแต่อย่างใด

                รัฐบาลพึงเตรียมการรับวิกฤติเศรษฐกิจอันจะเกิดจากความปั่นป่วนของเศรษฐกิจโลกและภัยธรรมชาติต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นในประเทศไทย  โดยนัยนี้ การส่งเสริมการซื้อบ้านอาจกลายเป็นการเร่งอุปสงค์เกินจำเป็นจนกลายเป็นการส่งเสริมการเก็งกำไร  ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก.เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส คาดว่าในช่วงปี 2553-2555 จะมีอุปทานที่อยู่อาศัยเปิดตัวใหม่ถึง 330,000 หน่วย ซึ่งอาจก่อให้เกิดการล้นตลาดในปี 2556 ได้  ยิ่งกว่านั้นการขาดการควบคุมการอำนวยสินเชื่อที่ปล่อยกันเกือบ 100% ของมูลค่าทรัพย์สิน อาจเป็นภัยต่อตลาดที่อยู่อาศัยในอนาคต  ดังนั้นรัฐบาลจึงควรทบทวนนโยบายใด ๆ ที่ส่งเสริมการเร่งซื้อ-ขายบ้านและการอำนวยสินเชื่อที่สุ่มเสี่ยงเช่นทุกวันนี้

 

                อย่างไรก็ตาม หากรัฐบาลยังประสงค์จะดำเนินการตามนโยบายบ้านหลังแรก  กระผมขอเสนอให้ส่งเสริมการซื้อบ้านทั้งมือหนึ่งและมือสองเฉพาะที่มีราคาไม่เกิน 1 ล้านบาท  ซึ่งศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย  บจก.เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส พบว่ายังมีรอขายอยู่ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลถึง 22,130 หน่วย แยกเป็น บ้านเดี่ยว 267 หน่วย  บ้านแฝด 46 หน่วย  ทาวน์เฮาส์ 7,837 หน่วย  ห้องชุด 13,750  และที่ดินจัดสรร 230 หน่วย  ยิ่งหากนับรวมที่อยู่อาศัยมือสองก็คงมีรวมประมาณ 50,000 หน่วย และทั่วประเทศคงมีอีกนับแสนหน่วย  ในการนี้รัฐบาลควรกำหนดรายได้ของผู้ที่จะได้รับความช่วยเหลือไม่เกิน 20,000-25,000 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือน และชดเชยดอกเบี้ยให้ตามระยะเวลาที่กำหนด

 

                ยิ่งกว่านั้นรัฐบาลควรสนับสนุนการจัดหาที่อยู่อาศัยหรือที่พักพิงแก่ผู้ไร้บ้านในพื้นที่ต่าง ๆ เช่น สนามหลวง และพื้นที่อื่น เพื่อการจัดสวัสดิการสังคมแก่ผู้ยากไร้ที่แท้จริงเหล่านี้  และเป็นการสร้างสวัสดิภาพที่ดีทั้งต่อผู้ไร้บ้านและผู้อยู่อาศัยในเขตเมืองอีกด้วย

 

                อนึ่งหากมีเงื่อนไขที่คาดว่าก่อให้เกิดวิกฤติอสังหาริมทรัพย์ในอนาคตที่จะกระทบกระเทือนต่อธุรกิจ บริษัทผู้ประกอบการพัฒนาที่ดิน สถาบันการเงิน ตลอดจนประชาชนผู้ซื้อที่อยู่อาศัย กระผมในนามของศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก.เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส ซึ่งติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดจากการสำรวจโครงการอสังหาริมทรัพย์เปิดตัวใหม่รายเดือน และสำรวจภาวะการขายของโครงการที่เปิดขายในทุกรอบไตรมาส  จะได้นำเสนอข้อมูลแก่รัฐบาลเพื่อการแก้ไขปัญหาต่อไป

 

                จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา

 

ขอแสดงความนับถือ

(ดร.โสภณ พรโชคชัย)

ประธานกรรมการบริหาร

ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย

บจก.เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส

7    กันยายน    2554

 

เรื่อง      นโยบาย-มาตรการด้านอสังหาริมทรัพย์ของรัฐบาล

 

เรียน     น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

            นายกรัฐมนตรี

 

                     ตามที่รัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมสวัสดิการของประชาชนด้านที่อยู่อาศัย  กระผมในนามของศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก.เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส ซึ่งเป็นศูนย์ข้อมูลแห่งแรกในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2537 และสำรวจภาคสนามโดยมีฐานข้อมูลที่กว้างขวางที่สุดในประเทศไทย จึงทำหนังสือนี้มาเรียนเสนอข้อคิดเห็นเชิงนโยบายและมาตรการด้านอสังหาริมทรัพย์ของรัฐบาลพร้อมข้อมูลที่เกี่ยวข้อง เพื่อประโยชน์ในการวางนโยบายและแผนการบริหารราชการของรัฐบาล ดังรายละเอียดต่อไปนี้:

 

1.  การส่งเสริมที่อยู่อาศัยของผู้มีรายได้น้อย

      1.1    รัฐบาลควรส่งเสริมการซื้อที่อยู่อาศัยของภาคเอกชน โดยรัฐบาลไม่ไปแข่งขันกับภาคเอกชน เช่น กรณีการสร้างบ้านเอื้ออาทรซึ่งไม่ประสบความสำเร็จในอดีต เพราะภาคเอกชนก็สามารถผลิตที่อยู่อาศัยราคาถูกป้อนตลาดได้ดีอยู่แล้ว  การผลิตที่อยู่อาศัยของภาครัฐมักไม่สามารถแข่งขันได้ในตลาดเปิด

               1.1.1    สภาพปัญหา: ในการสำมะโนประชากรและเคหะ พ.ศ.2543  ครัวเรือนที่เป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยมีมากถึง 82.4%  ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องส่งเสริมการมีบ้าน กลไกตลาดสามารถทำงานได้ด้วยตนเอง โดยรัฐบาลไม่จำเป็นต้องสูญเสียงบประมาณที่ควรนำไปพัฒนาประเทศในทางอื่น  ผลการประกอบการของบริษัทพัฒนาที่ดินทั้งในและนอกตลาดหลักทรัพย์ต่างมีผลประกอบการที่ดี ไม่อยู่ในภาวะน่าห่วง  ยิ่งกว่านั้นปัญหาการขาดแคลนที่อยู่อาศัยก็ไม่มีปรากฏ  ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย  บจก.เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส พบว่า ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2554 ยังมีที่อยู่อาศัยในโครงการที่อยู่อาศัยเอกชน รอผู้ซื้อยู่ประมาณ 135,598 หน่วย  ดังนั้นจึงไม่มีปัญหาที่ต้องกระตุ้นการสร้างที่อยู่อาศัยแต่อย่างใด

                           อย่างไรก็ตาม ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย  บจก.เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส พบว่ายังมีที่อยู่อาศัยที่มีราคาไม่เกิน 1 ล้านบาท รอขายอยู่เฉพาะในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลถึง 22,130 หน่วย แยกเป็น บ้านเดี่ยว 267 หน่วย  บ้านแฝด 46 หน่วย  ทาวน์เฮาส์ 7,837 หน่วย  ห้องชุด 13,750  และที่ดินจัดสรร 230 หน่วย  ยิ่งหากนับรวมที่อยู่อาศัยมือสองก็คงมีรวมประมาณ 50,000 หน่วย

               1.1.2    ข้อเสนอ: โดยที่ตลาดที่อยู่อาศัยโดยรวมอยู่ในภาวะปกติสุขดี รัฐบาลควรมุ่งเน้นสนับสนุนเฉพาะการซื้อที่อยู่อาศัยของประชาชนผู้มีรายได้น้อย โดยชดเชยภาระดอกเบี้ยเงินกู้ ลดภาษี ค่าธรรมเนียมโอนและค่าจดจำนองตามสมควร แก่ผู้ซื้อที่อยู่อาศัยในราคาไม่เกิน 1 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะมีอยู่ประมาณ 50,000 หน่วยที่เป็นทั้งบ้านมือหนึ่งและบ้านมือสอง และกำหนดรายได้ของผู้ที่จะได้รับความช่วยเหลือไม่เกิน 20,000-25,000 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือน  ทั้งนี้รัฐบาลพึงสนับสนุนการซื้อที่อยู่อาศัยราคาถูกโดยตรง

               1.1.3    ผลดี: รัฐบาลสามารถช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยถึงประมาณ 200,000 คน จากจำนวนที่อยู่อาศัย 50,000 หน่วย เฉพาะในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล และหากรวมในจังหวัดภูมิภาคด้วย น่าจะเป็นประโยชน์ต่อครัวเรือนผู้มีรายได้น้อยนับล้านคน

 

      1.2    รัฐบาลควรจัดหาที่ดินเพื่อการสร้างที่อยู่อาศัยใจกลางเมือง

               1.2.1    สภาพปัญหา: โดยที่สภาพการจราจรติดขัด ระบบขนส่งมวลชนมีจำกัด การซื้อที่อยู่อาศัยนอกเมืองทำให้เกิดความสิ้นเปลืองเวลา ทรัพยากร ทำลายสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะต่อต่อกลุ่มประชาชนผู้มีรายได้น้อย  และในขณะที่ที่ดินในเมืองควรใช้ประโยชน์สูงสุดเพื่อส่วนรวม แนวทางบ้านมั่นคงในปัจจุบันกลับมุ่งเน้นการปรับปรุงทางกายภาพและสังคมบางส่วน โดยไม่มีการปรับปรุงสภาพแวดล้อมให้พ้นจากความเป็นชุมชนแออัด  และไม่ได้เป็นการจัดหาที่อยู่อาศัยแก่ผู้มีรายได้น้อยอื่นเพิ่มเติมในพื้นที่ กลายเป็นการให้สิทธิพิเศษเฉพาะผู้บุกรุกเดิม และทำให้ผู้มีรายได้น้อยที่ควรได้รับความช่วยเหลือจริงเสียโอกาส

               1.2.2    ข้อเสนอ:

                           1.2.2.1  นำอาคารสงเคราะห์แบบแฟลตแต่เดิมที่มีความสูงเพียง 5 ชั้น เช่น แฟลตดินแดง มาพัฒนาใหม่ให้มีความสูงเพิ่มเติมเป็น 20-30 ชั้น เพื่อให้ประชาชนโดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อยรายอื่น ๆ ที่ยังขาดโอกาสอยู่อาศัยได้เข้าอยู่เพิ่มเติม

                           1.2.2.2  นำที่ดินในชุมชนแออัดบุกรุกต่าง ๆ ของรัฐมาพัฒนาเป็น ‘บ้านมั่นคง’ (มีความมั่นคงในการอยู่อาศัย) แนวใหม่ ที่ก่อสร้างเป็นอาคารแบบแฟลตที่มีความสูงหลายชั้น เพื่อรองรับผู้มีรายได้น้อยเพิ่มเติม

                           1.2.2.3  นำที่ดินของทางราชการ เช่น กรมธนารักษ์ ซึ่งบางส่วนครองครองโดยส่วนราชการต่าง ๆ แต่ไม่ได้ใช้ประโยชน์โดยชัดแจ้ง มาจัดสร้างที่อยู่อาศัย การพัฒนาเมือง และการพัฒนาพื้นที่สีเขียวของเมือง เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวม

               1.2.3    ผลดี: รัฐบาลสามารถจัดหาที่อยู่อาศัยได้เพิ่มเติมเพื่อประโยชน์แก่ประชาชนโดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อย และเป็นการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยโดยเสมอหน้า ไม่เห็นแก่กลุ่มทีได้รับประโยชน์เดิม ซึ่งเป็นการสร้างศรัทธาในหมู่ประชาชนส่วนใหญ่ และส่งเสริมการพัฒนาเมืองให้มีสภาพน่าอยู่อาศัย

 

2.  รัฐบาลควรเร่งสร้างความมั่นคงให้กับระบบตลาดที่อยู่อาศัย โดย

      2.1    รัฐบาลควรมีนโยบายให้บริษัทพัฒนาที่ดินทั้งหลายและผู้บริโภคปฏิบัติตามพระราชบัญญัติการดูแลผลประโยชน์ของคู่สัญญา พ.ศ.2551 ที่กำหนดการคุ้มครองเงินดาวน์ของผู้บริโภคโดยพร้อมเพรียงกัน

               2.1.1    สภาพปัญหา: จากการสำรวจของศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก.เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส พบว่า ณ กลางปี 2554 มีบ้านที่ยังรอผู้ซื้ออยู่ 135,598 หน่วย โดยในจำนวนนี้มีหน่วยที่แล้วเสร็จ 100% เพียง 22,020 หน่วย และส่วนใหญ่ยังเสร็จไม่ถึง 60% ดังนั้นจึงมีความเปราะบางในระบบซื้อขายที่อยู่อาศัยอยู่พอสมควร หากเกิดปัญหาวิกฤติอสังหาริมทรัพย์ขึ้น อาจส่งผลกระทบทั้งต่อผู้ซื้อบ้าน ผู้ประกอบการและสถาบันการเงินเช่นในอดีต  และในปัจจุบัน โดยที่พระราชบัญญัตินี้เป็นแบบสมัครใจ จึงแทบไม่มีการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติ

               2.1.2    ข้อเสนอ: ดังนั้นรัฐบาลจึงควรมีนโยบายขอให้ทุกฝ่ายปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้ แทนที่จะเป็นแบบสมัครใจเช่นในปัจจุบัน

               2.1.3    ผลดี: ผู้บริโภคเกิดความมั่นใจในการคุ้มครองของตลาดอสังหาริมทรัพย์และมาซื้ออสังหาริมทรัพย์มากขึ้น เป็นการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์เพื่อประโยชน์ต่อทุกฝ่ายทางหนึ่ง

 

      2.2    รัฐบาลพึงควบคุมผู้ประกอบการ ผู้รับเหมาสร้างบ้าน และนักวิชาชีพอสังหาริมทรัพย์

               2.2.1    สภาพปัญหา: ในปัจจุบันยังไม่มีระบบการประกันทางวิชาชีพหรือการบริการ (Indemnity Insurance) สำหรับการซื้อสินค้าและบริการอสังหาริมทรัพย์ ที่จะยังความมั่นใจแก่ผู้บริโภค  ผู้ประเมินค่าทรัพย์สิน นายหน้าและผู้บริหารทรัพย์สิน ยังไม่ได้รับการควบคุม มีเพียงการควบคุมกันเอง ซึ่งอาจเกิดการเอาเปรียบกันเองทางธุรกิจ หรือเป็นการคุ้มครองนักวิชาชีพและผู้เกี่ยวข้องมากกว่าผู้บริโภค

               2.2.2    ข้อเสนอ: รัฐบาลควรเสนอตราพระราชบัญญัติผู้ประกอบการและผู้ประกอบวิชาชีพบริการด้านอสังหาริมทรัพย์ต่าง ๆ แต่การตราพระราชบัญญัติอาจกินเวลานาน ในเฉพาะหน้านี้รัฐบาลจึงควร

                           2.2.2.1  ตั้งสภาอสังหาริมทรัพย์หรือคณะกรรมการนโยบายที่อยู่อาศัยเพื่อกำกับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

                           2.2.2.2  ตั้งคณะกรรมการวิชาชีพประเมินค่าทรัพย์สิน-นายหน้า-บริหารทรัพย์สิน

                           ทั้งนี้รัฐบาลเป็นผู้ควบคุมในฐานะผู้แทนผลประโยชน์ของประชาชน แต่กรรมการควรมาจากการเลือกตั้งของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในวงการโดยตรงอย่างเป็นประชาธิปไตย ไม่ใช่แต่งตั้งเป็นรายบุคคลหรือไม่ใช่แต่งตั้งจากกรรมการสมาคม เพื่อป้องกันการครอบงำโดยบุคคลเฉพาะกลุ่ม

               2.2.3    ผลดี: การควบคุมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์จะสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภค เมื่อผู้บริโภคมีความมั่นใจในระบบตลาด ก็จะพากันซื้อที่อยู่อาศัยมากขึ้น  การควบคุมนักวิชาชีพจะช่วยป้องกันการทุจริตและประพฤติมิชอบ ทำให้ผู้บริโภคได้รับการคุ้มครอง ทำให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์มีความมั่นคง เป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการ สถาบันการเงินและสังคมโดยรวม

 

3.  การบังคับใช้กฎหมายที่สนับสนุนการพัฒนาที่อยู่อาศัยของประชาชน

      3.1    รัฐบาลควรเป็นผู้จัดทำผังเมืองรวมกรุงเทพมหานครเอง

               3.1.1    สภาพปัญหา: ผังเมืองกรุงเทพมหานครที่มีอายุ 5 ปี ได้หมดอายุแล้ว แต่ยังสามารถต่ออายุได้อีกไม่เกิน 2 ปี และขณะนี้อยู่ระหว่างการต่ออายุปีแรก  ร่างผังเมืองรวมที่จัดทำโดยกรุงเทพมหานคร ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์ถึงการวางแผนการใช้ที่ดินที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง ทั้งนี้ปัญหาประการหนึ่งก็คือ กรุงเทพมหานครมีอำนาจอย่างจำกัดในการก่อสร้างสาธารณูปโภค การจัดการที่ดิน การจัดทำบัญชีประเมินราคาทางราชการ และอื่น ๆ ซึ่งต่างจากประเทศที่เป็นแบบอย่างด้านผังเมืองทั่วโลก  นอกจากนั้นการจัดทำผังเมืองภาคปฏิบัติของกรุงเทพมหานครก็ยังต้องว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาดำเนินการ

               3.1.2    ข้อเสนอ: รัฐบาลควรเป็นผู้จัดทำผังเมืองรวมแทนท้องถิ่นเอง โดยผังเมืองใหม่นี้ควรมีอายุ 10 ปี เพื่อเป็นการวางแผนระยะยาวที่เน้นการพัฒนาแนวสูงแทนแนวราบ สร้างพื้นที่สีเขียวเพิ่มเติม (เพิ่มความหนาแน่นแต่ลดความแออัดไร้ระเบียบ) โดยกรมโยธาธิการและผังเมืองเป็นผู้ดำเนินการร่วมกับกรุงเทพมหานคร และส่วนราชการที่เกี่ยวข้องทั้งหมด และให้ถือเป็นแผนแม่บทที่หน่วยงานทั้งหลายต้องถือปฏิบัติในระยะของการบังคับใช้ผังเมือง ทั้งนี้ให้ถือเป็นแม่แบบในกระบวนการจัดทำผังเมืองในท้องที่อื่นด้วย

               3.1.3    ผลดี: การวางผังเมืองระยะยาวที่บูรณาการระบบคมนาคมขนส่ง การพัฒนาเมืองใหม่ เมืองบริวาร เมืองชี้นำ การสร้างสาธารณูปโภค การจัดเก็บและประเมินค่าทรัพย์สินเพื่อการเสียภาษี จะทำให้เมืองได้รับการพัฒนาอย่างเป็นระบบ และเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมอย่างแท้จริง

      3.2    รัฐบาลควรจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง

               3.2.1    สภาพปัญหา: ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างซึ่งเป็นแหล่งทุนเพื่อการพัฒนาท้องถิ่นแต่ละแห่งยังไม่มีในประเทศไทย ซึ่งขณะนี้ล้าหลังกว่าประเทศเพื่อนบ้านเป็นอันมากในเรื่องนี้  ในปัจจุบันรายได้ของท้องถิ่นมาจากท้องถิ่นเพียง 10% นอกนั้นเป็นเงินอุดหนุนจากส่วนกลาง จึงทำให้เกิดปัญหาการรั่วไหลในกระบวนการต่างๆ และทำให้ท้องถิ่นขาดความเป็นอิสระในการจัดการทรัพยากร

 

               3.2.2    ข้อเสนอ:

                           3.2.2.1  ในเบื้องต้น รัฐบาลพึงทำความเข้าใจกับประชาชนถึงประโยชน์ของภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ต่างจากภาษีอื่นเพราะเป็นภาษีที่นำมาพัฒนาท้องถิ่นโดยตรง และยิ่งท้องถิ่นพัฒนา มูลค่าอสังหาริมทรัพย์จะยิ่งเพิ่มสูงขึ้นมากกว่าภาษีที่เสียไป

                           3.2.2.2  จัดให้มีการประเมินราคาที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตามความเป็นจริงเพื่อการจัดเก็บภาษีที่สอดคล้องกับความเป็นจริงและเท่าเทียม

                           3.2.2.3  จัดพื้นที่ทดลองการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเพื่อให้เป็นตัวอย่าง

               3.2.3    ผลดี: ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างจะเป็นการวางรากฐานของระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริงที่ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมในการเสียภาษีและได้รับประโยชน์จากภาษี เป็นการกระจายอำนาจตามแนวทางการพัฒนาประเทศ และเมื่อมีการจัดเก็บภาษีนี้แล้ว ภาษีที่ซ้ำซ้อน เช่น ภาษีและค่าธรรมเนียมโอน ก็สมควรยกเลิก ซึ่งจะทำให้ผู้ซื้อขายแจ้งตามราคาจริง ทำให้ราคาซื้อขายที่แจ้งเป็นราคาจริง สามารถนำมาใช้เป็นฐานข้อมูลเพื่อการประเมินค่าทรัพย์สินประกอบการจัดเก็บภาษีและเพื่อวัตถุประสงค์อื่นได้ดียิ่งขึ้น

 

4.  การเร่งสร้างสาธารณูปโภค

      4.1    รัฐบาลควรเร่งพัฒนาระบบรถไฟฟ้า

               4.1.1    สภาพปัญหา: ระบบรถไฟฟ้าต่าง ๆ ล่าช้ากว่ากำหนดมาก และหลายเส้นทางอาจไม่เหมาะสมเนื่องจากเป็นเส้นทางออกสู่นอกเมือง ทั้งที่ระบบรถไฟฟ้าเหมาะสมสำหรับในเขตเมืองเป็นสำคัญ

               4.1.2    ข้อเสนอ:

                           4.2.2.1  เร่งก่อสร้างรถไฟฟ้าในเขตเมือง รวมทั้งการขยายเส้นทางใหม่ ๆ เช่น ถ.ลาดพร้าว ถ.สามเสน ถ.พระรามที่ 3 ถ.พระรามที่ 4 ถ.พระรามที่ 9 เป็นต้น

                           4.2.2.2  ยกเลิกแผนการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายที่ออกนอกเมืองที่ยังไม่ได้ก่อสร้าง เพราะเป็นความสิ้นเปลือง และไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ

                           4.2.2.3  เพื่อเป็นการระดมทุนที่เพียงพอ การให้สัมปทาน ควรเป็นลักษณะ BOT (Build, Operate, Transfer) โดยภาคเอกชนที่ลงทุนเป็นผู้รับผิดชอบทั้งด้านเงินลงทุน การออกแบบ ดำเนินการก่อสร้างและการบริหารจัดการ โดยเอกชนบริหารจัดการโครงการตามอายุและข้อตกลงแห่งสัญญา และเมื่อสิ้นสุดสัญญา ผู้รับสิทธิจะต้องโอนกรรมสิทธิ์ของกิจการทั้งหมดให้กับหน่วยงานรัฐที่รับผิดชอบ หรือแบบ BTO (Build, Transfer, Operate) หรือ BOO (Build, Own, Operate) ก็ได้ตามความเหมาะสม

               4.1.3    ผลดี: เป็นการเปิดทำเลใหม่ ๆ ในการสร้างที่อยู่อาศัยใจกลางเมือง ซึ่งจะเป็นการเปิดทางเลือกทำเลการอยู่อาศัยมากขึ้น  การมีอุปทานที่ดินมาก ย่อมไม่ทำให้ราคาที่อยู่อาศัยสูงจนเกินความสามารถในการซื้อ

 

      4.2    รัฐบาลควรสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาเพิ่มเติมอีก 10 สะพาน

               4.2.1    สภาพปัญหา: ความเจริญในฝั่งตะวันออกของกรุงเทพมหานครขยายตัวอย่างรวดเร็วไปไกลมาก ทำให้การเดินทางไม่สะดวก เพิ่มต้นทุนการเดินทาง ในขณะที่ฝั่งตะวันตก ความเจริญจำกัดกว่าทั้งนี้เนื่องจากขาดสะพานข้ามแม่น้ำที่เพียงพอ

               4.2.2    ข้อเสนอ: รัฐบาลควรก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาเพิ่มเติมบริเวณ บริเวณถนนสุโขทัย-ถนนจรัลสนิทวงศ์ 68, ถนนกรุงเกษม-ถนนจรัลสนิทวงศ์ 44, ถนนเจริญกรุง-ถนนทวีธาภิเษก (อุโมงค์), ถนนท่าดินแดง-ถนนราชวงศ์, ถนนสี่พระยา-ถนนเจริญรัถ, ถนนจันทน์-ถนนเจริญนคร 27, ถนนเจริญกรุง-ถนนพระรามที่ 2, ถนนบางนา-ตราด-ถนนนราธิวาสราชนครินทร์ (ข้ามบางกระเจ้า) และ ถนนสุขุมวิท-ถนนสุขสวัสดิ์ (ปากน้ำ-บางปลากด)

               4.2.3    ผลดี: ดังนั้นการมีสะพานข้ามแม่น้ำมากขึ้น ทำให้โอกาสที่ความเจริญจะกระจายไปในเขตใจกลางเมืองด้านตะวันตกก็จะมีมากขึ้น เปิดโอกาสให้ประชาชนฝั่งตะวันตกเดินทางได้สะดวก และถือเป็นการเปิดช่องทางและทำเลในการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์มากขึ้น

 

5.  การป้องปรามการผลิตที่อยู่อาศัยล้นเกินในอนาคต

      5.1    รัฐบาลควรเตรียมมาตรการป้องกันการผลิตที่อยู่อาศัยล้นเกิน

               5.1.1    สภาพปัญหา: ในขณะนี้มีการพัฒนาที่อยู่อาศัยกันอย่างขนานใหญ่ โดยศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย  บจก.เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส คาดว่าในช่วงปี 2553-2555 จะมีอุปทานที่อยู่อาศัยเปิดตัวใหม่ถึง 330,000 หน่วย ซึ่งอาจก่อให้เกิดการล้นตลาดในปี 2556 ได้  ประกอบกับสถาบันการเงินก็อำนวยสินเชื่อในสัดส่วนที่เกือบเท่ากับมูลค่าอสังหาริมทรัพย์ที่จดจำนอง ซึ่งถือเป็นจุดเปราะบางสำคัญหากเกิดวิกฤติเศรษฐกิจโลกที่ส่งผลกระทบถึงประเทศไทย  ดังนั้นรัฐบาลจึงพึงเตรียมมาตรการการป้องปรามอุปทาน และการเยียวยาตลาดที่อยู่อาศัยและอสังหาริมทรัพย์หากเกิดวิกฤติในอนาคตไว้ด้วย

               5.1.2    ข้อเสนอ:

                           5.1.2.1  แม้ในปัจจุบันผู้ประกอบการจะพยายามลดทอนการเปิดตัวโครงการใหม่เพื่อป้องกันปัญหาการผลิตล้นเกิน แต่หากมีแนวโน้มที่ชัดเจนถึงการผลิตล้นเกินจริง  รัฐบาลจำเป็นต้องมีนโยบายหยุดการเปิดตัวโครงการใหม่

                           5.1.2.2  ธนาคารแห่งประเทศไทยพึงตรวจสอบราคาหลักทรัพย์ค้ำประกันของสถาบันการเงินโดยเฉพาะหลักทรัพย์ที่มีราคาเกินกว่า 3 ล้านบาท เพื่อป้องปรามการอำนวยสินเชื่อที่สุ่มเสี่ยง รวมทั้งการสอบทานคุณสมบัติของผู้ได้รับสินเชื่อ

                           5.1.2.3  หากมีกรณีที่ราคาอสังหาริมทรัพย์พุ่งขึ้นสูงผิดปกติจากการเก็งกำไรระยะสั้น รัฐบาลสมควรออกมาตรการลดทอนอัตราสินเชื่อต่อมูลค่าหลักทรัพย์ ตลอดจนการกำหนดอัตราภาษีธุรกิจเฉพาะในระดับสูง เช่น 10% สำหรับการโอนขายต่ออสังหาริมทรัพย์ภายในเวลาสั้น ๆ เช่น 6 เดือนหรือ 1 ปี

               5.1.3    ผลดี: เป็นการสร้างเสถียรภาพแก่ระบบตลาดที่อยู่อาศัย เพื่อไม่ให้เกิดภาวะวิกฤติเช่นที่เคยเกิดขึ้นในช่วงปี 2540-2542

 

      5.2    รัฐบาลพึงประสานทรัพยากรเพื่อการเตรียมการป้องปราม

               5.2.1    สภาพปัญหา: รัฐบาลที่ผ่าน ๆ มา มักจะรับฟังปัญหาในวงการที่อยู่อาศัยจากสมาคมที่เกี่ยวข้องเพียงบางส่วน ยังขาดการระดมความคิดและข้อมูลเพื่อการวางนโยบายและแผนอย่างมีประสิทธิภาพ

               5.2.2    ข้อเสนอ:

                           5.2.2.1  ในแวดวงอสังหาริมทรัพย์มีสมาคมที่เกี่ยวข้องทั้งผู้ประกอบการพัฒนาที่ดิน ผู้รับเหมาก่อสร้าง และนักวิชาชีพต่าง ๆ รวมแล้วเกือบ 30 แห่ง  รัฐบาลจึงควรจัดการระดมสมองและปรึกษาหารือกับทุกภาคส่วนเพื่อทราบภาวะตลาดที่แท้จริงและเพื่อการวางนโยบายและแผนที่เหมาะสม

                           5.2.2.2  รัฐบาลพึงเผยแพร่ความรู้และข้อมูลเกี่ยวกับการลงทุนในที่อยู่อาศัยและอสังหาริมทรัพย์แก่ประชาชนผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง โดยการประสานศูนย์ข้อมูลทั้งภาครัฐและภาคเอกชนอย่างจริงจัง  ทั้งนี้ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย  บจก.เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส ยินดีให้การสนับสนุนทางราชการเสมอ

                     กระผมเชื่อว่า หากรัฐบาลมีนโยบายที่ต่อเนื่องข้างต้น จะเป็นประโยชน์ต่อการจัดหาที่อยู่อาศัยของประชาชน เป็นการวางรากฐานการพัฒนาเมือง และที่สำคัญจะได้รับความชื่นชมจากประชาชนอย่างแท้จริง

 

                     ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก.เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส ได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดจากการสำรวจโครงการอสังหาริมทรัพย์เปิดตัวใหม่รายเดือน และสำรวจภาวะการขายของโครงการที่เปิดขายในทุกรอบไตรมาส  ดังนั้นหากพบเงื่อนไขที่คาดการณ์ว่าก่อให้เกิดวิกฤติอสังหาริมทรัพย์ในอนาคตที่จะกระทบกระเทือนต่อธุรกิจ บริษัทผู้ประกอบการพัฒนาที่ดิน สถาบันการเงิน ตลอดจนประชาชนผู้ซื้อที่อยู่อาศัย กระผมจะได้นำเสนอข้อมูลประกอบการพิจารณาแก้ไขปัญหาของรัฐบาลต่อไป

 

                     จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบ

 

ขอแสดงความนับถือ

(ดร.โสภณ พรโชคชัย)

ประธานกรรมการบริหาร

ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย

บจก.เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส

วางผังเมืองเพื่อชาวกรุงเทพมหานคร

 

ดร.โสภณ พรโชคชัย (sopon@area.co.th)

http://www.facebook.com/pornchokchai

ประธานกรรมการบริหาร ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย

บจก. เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส หรือ AREA (www.area.co.th)

 

 

            ท่านนึกสงสัยไหม ทำไมในผังเมืองรวม พื้นที่ตรงนั้นตรงนี้มีการกำหนดสี กำหนดสิทธิแตกต่างกันไป บ้างได้เปรียบ บ้างเสียเปรียบ  บางพื้นที่ก็เปลี่ยนสี  ตอนนี้ผังเมืองกรุงเทพมหานครก็หมดอายุไปแล้ว  แต่เราก็ยังร่างไม่เสร็จ และคาดว่าจะแล้วเสร็จก็คงจะเป็นเวลาอีก 2 ปี เพราะขณะนี้ยังไปได้ไม่กี่ขั้นตอน

 

ใครคิด ใครทำ

            ผังเมืองมีไว้เพื่อการกำหนดการใช้ที่ดินให้เป็นระเบียบ มีประสิทธิภาพ เป็นการวางผังเมืองรวมระยะยาว เช่น 20 ปี และในแต่ละพื้นที่ยังมีผังเมืองเฉพาะพื้นที่ และแผนแม่บทด้านเสียง การอนุรักษ์ ที่อยู่อาศัย ฯลฯ  แต่ของไทยเป็นการวางผังเมืองรวมเป็นหลัก บางครั้งผังเมืองไทยอาจเป็นเพียงการขีดสีขีดเส้นที่อาจไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงโดยไม่ทราบว่ามีการตรวจสอบพื้นที่จริงเพียงใด 

            ท้องถิ่นในต่างประเทศหลายแห่งเป็นผู้จัดวางผังเมืองเองเพื่อให้สอดคล้องกับการเติบโตของท้องถิ่น แต่ท้องถิ่นเหล่านั้นควบคุมกิจการจัดหาที่อยู่อาศัย ประปา ไฟฟ้า ตำรวจ การก่อสร้างถนน การประเมินค่าทรัพย์สิน และการจัดเก็บภาษีไว้เอง  จึงสามารถวางผังได้อย่างเหมาะสม  แต่ท้องถิ่นของไทย ไม่สามารถควบคุมอะไรได้ ผังเมืองที่ออกมาจึงไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงโดยพื้นฐาน ราคาประเมินทางราชการที่จะออกมาในเดือนมกราคม 2555 ก็อาจไม่สอดคล้องกับสีผังเมือง  แผนการขยายตัวของเมืองกับผังเมืองก็อาจไม่สอดรับกัน  ผังเมืองไทยจึงอาจไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้จริง

 

บทบาทอันจำกัด

            ผังเมืองไทยไม่อาจแตะต้องสิ่งต่าง ๆ ที่ดำรงอยู่มากนัก  ที่เซี่ยงไฮ้ กล่าวกันว่าถ้าจากบ้านไปเกิน 3 เดือน กลับมาอีกที อาจจำทางเข้าบ้านไม่ได้ เพราะนครเซี่ยงไฮ้มีแผนการก่อสร้างต่าง ๆ ตามผังเมืองระยะยาว 20 ปี และทำการก่อสร้างอย่างจริงจัง  ไม่มีใครรู้ล่วงหน้าว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร จึงต้องมีการปรับปรุงผังเมืองตามความเหมาะสมอยู่เสมอ  การเวนคืนจึงเป็นสิ่งจำเป็น

            ส่วนในกรณีของไทย จะสร้างถนน สะพาน ทางด่วนสักเส้นนั้นแสนช้าและยากเย็น  บางครั้งกระทบต่อชาวบ้านบางกลุ่ม  พอมีการเดินขบวน เรื่องก็เงียบไปที  ตัวอย่างเช่นกรณีแฟลตดินแดง ที่จวนเจียนจะพังลงมาอยู่แล้ว  ชาวบ้านก็ยังไม่ยอมย้ายออกเพื่อเปิดโอกาสให้รัฐบาลสร้างบ้านขึ้นมาใหม่ให้หนาแน่นขึ้นเพื่อให้ผู้มีรายได้น้อยได้เข้าอยู่อาศัยเพิ่มขึ้น  ชุมชนแออัดต่าง ๆ ก็แทบไม่ถูกแตะต้องในผังเมือง  แล้วเช่นนี้ผังเมือง จะเป็นเครื่องมือในการวางแผนการใช้ที่ดินของนครเพื่อประชาชนได้อย่างไร

 

กลับเน้นที่ลูกเล่น

            ในเมื่อรัฐบาลส่วนกลางและรัฐบาลท้องถิ่นไม่สามารถวางผังเมืองตามแบบฉบับสากลได้จริง ก็เน้นไปที่ลูกเล่นต่าง ๆ เช่น การกำหนดให้มี “Bonus System” ให้แปลงที่ดินที่อยู่ในระยะ 500 เมตรจากสถานีรถไฟฟ้าสามารถสร้างได้เพิ่มอีก 20% แต่ก็ไม่วายรอนสิทธิ์ด้วยการจะเพิ่มสัดส่วนพื้นที่ว่างหรือ OSR (Open Space Ratio) ก็เลยไม่รู้เจ้าของที่ดินใกล้สถานีรถไฟฟ้าจะได้หรือจะเสียเพิ่มขึ้น

            ปรากฏการณ์น่ารักน่าชังอีกอันหนึ่งก็คือการกำหนดให้มีการแลกเปลี่ยนสิทธิเหนือที่ดินให้ผู้อื่น หรือ Transfer Right โดยคงได้แนวคิดมาจากนครนิวยอร์กที่โบสถ์โบราณแห่งหนึ่งขายสิทธิการสร้างสูง (เพราะตนคงไม่สร้างอยู่แล้ว) ให้กับที่ดินแปลงข้างเคียง จึงทำให้ที่ดินแปลงดังกล่าวสามารถสร้างตึกระฟ้าได้ เป็นต้น  อย่างไรก็ตามนอกจากลูกเล่นเหล่านี้แล้วผังเมืองยังอาจไม่มีอะไรใหม่

 

กลัวความหนาแน่น

            ในผังเมืองฉบับปัจจุบันที่ยังไม่หมดอายุ กำหนดให้การสร้างอาคารขนาดใหญ่พิเศษ (เกิน 10,000 ตารางเมตร) ในพื้นที่ ย.3 และ ย.4 ต้องตั้งอยู่บนที่ดินที่มีถนนผ่านหน้ากว้าง 30 เมตร  ซึ่งเท่ากับการรอนสิทธิที่ผังเมืองเดิมไม่เคยกำหนดไว้  ในร่างผังเมืองใหม่ยังมีการกำหนดว่าอาคารใหญ่ ขนาดเกิน 2,000 ตารางเมตร ต้องตั้งอยู่บนถนนขนาด 12 เมตร แทนที่จะเป็น 10 เมตรเช่นผังเมืองฉบับปัจจุบัน แสดงว่ามีการรอนสิทธิหนักกว่าเก่าเสียอีก

            นักผังเมืองไทยบางท่านอาจพยายามขายแนวคิดทำเมืองให้หลวม เพื่อให้เหลือพื้นที่ให้ลูกหลานในวันหน้า จึงพยายามจำกัดความสูง กำหนด OSR ให้มาก ๆ ไว้ แต่ในความเป็นจริง เป็นการทำลายทั้งคนรุ่นนี้และคนรุ่นหลัง เพราะเมื่อไม่สามารถสร้างในเมืองได้  การพัฒนาก็ไหลบ่าไปจังหวัดรอบนอกที่ผังเมืองเข้มข้นน้อยกว่า  ส่งผลให้สาธารณูปโภคต่าง ๆ ก็ขยายตัวออกไปไม่สิ้นสุด  ประชาชนที่จะหาซื้อบ้านก็ต้องออกจากบ้านแต่เช้ามืดและกลับบ้านมืดค่ำ เสียค่าใช้จ่ายในการเดินทางมาก พร้อมกับทำลายสิ่งแวดล้อม

            เราควรจะคิดเหมือนมหานครที่เจริญแล้วอื่น ๆ เช่น สิงคโปร์ ที่มีขนาดที่ดินเพียงหนึ่งในสามของกรุงเทพมหานคร แต่สามารถพัฒนาให้หนาแน่นแต่ไม่แออัดจนกลายเป็น Garden City  มหานครนิวยอร์ก เซี่ยงไฮ้ ฯลฯ ก็เช่นกัน ต่างเน้นการพัฒนาในแนวดิ่ง เพื่อให้การใช้ประโยชน์ที่ดินในใจกลางเมืองเกิดประโยชน์สูงสุด และรักษาพื้นที่รอบนอกไว้เป็นเสมือนปราการสีเขียว (Green Belt) เก็บไว้ให้ลูกหลานในอนาคต

 

ต้องกล้าเวนคืน

            ปกติไม่มีใครชอบการเวนคืนเพราะสิ่งที่ “ต่ำ-ช้า” คือมักจ่ายค่าทดแทนในราคาต่ำ และกว่าจะได้ค่าทดแทนก็กินเวลาช้านาน  แต่ในความเป็นจริง  การเวนคืนจำเป็นสำหรับการวางผังเมือง และรัฐบาล (ท้องถิ่น) สามารถเวนคืนโดยให้เกิดประโยชน์ต่อทุกฝ่าย  ในกรณีทั่วไปการเวนคืนที่จ่ายค่าทดแทนตามราคาตลาดก็ถือว่า “บุญแล้ว” แต่การเวนคืนในแนวใหม่ของผังเมืองยังสามทารถจ่ายค่าทดแทนให้สูงกว่าราคาตลาดได้ในระดับหนึ่ง

            โดยปกติการเวนคืนเพื่อขยายถนนนั้น รัฐบาลมักเน้นการเวนคืนที่ดินในส่วนที่จะขยายถนน  ในที่นี้จึงเสนอให้รัฐบาลเวนคืนที่ดินกินลึกไปอีกระดับหนึ่ง เช่น แทนที่จะเป็นเพียงข้างละ 20 เมตร ก็เวนคืนถึงข้างละ 40 เมตร  ที่ดิน 20 เมตรแรกอาจเสียค่าเวนคืนสูง ส่วน 20 เมตรหลังมักมีราคาถูก เมื่อถัวเฉลี่ยแล้วราคาจึงถูกกว่า และเมื่อถนนที่ขยายใหม่แล้วเสร็จ ราคาที่ดินที่เหลือยิ่งถีบตัวสูงขึ้น เท่ากับรัฐบาลกำไร  และยังอาจเหลือที่ดินริมถนนไว้ส่วนหนึ่งเพื่อใช้เป็นสวนสาธารณะ เป็นต้น           

 

ต้องกล้าชดเชย-กล้าได้

            พื้นที่บางแห่งผังเมืองมักห้ามการก่อสร้าง เช่น อยู่ใกล้เขตพระราชฐานหรือโบราณสถานต่าง ๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่เข้าใจได้  แต่บางแห่งเข้าใจได้ยาก เช่น บริเวณริมถนนบางเส้น กำหนดห้ามก่อสร้างในระยะ 15 เมตรแรกจากเขตทาง  หรือการ “สาป” บางกระเจ้าไม่ให้สร้างตึกสูง เพื่อเป็น “ปอด” ของคนกรุงเทพมหานคร  การรอนสิทธิเพื่อส่วนรวมเช่นนี้ รัฐบาลควรชดเชยค่าเสียหายให้แก่เจ้าของที่ดิน

            ในทางตรงกันข้าม หากผังเมืองใหม่กำหนดให้สามารถก่อสร้างได้เกินกว่าผังเมืองเดิม เพื่อทำเมืองให้แน่น เติบโตแนวดิ่ง แทนแนวราบเพื่อการใช้ประโยชน์ที่ดินให้ดีที่สุด  รัฐบาลก็ควรจัดเก็บภาษี เช่น หากปกติสร้างได้เพียง 10,000 ตารางเมตร  แต่ผังเมืองใหม่กำหนดให้สร้างได้เป็น 20,000 ตารางเมตร ส่วนที่เกินจากเดิม ซึ่งถือเป็นกำไร ก็ควรจะนำมาเสียภาษี  และเจ้าของที่ดินก็คงยินดีที่จะเสียภาษี เพราะเป็นการเสียภาษีบนพื้นฐานของ Win Win คือต่างคนต่างได้รับประโยชน์

 

วางผังเมืองเชิงรุก

            แนวคิดในการวางผังเมืองเชิงรุกเกิดขึ้นทั่วไป ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา มะนิลา ได้แปลงค่ายทหารใจกลางเมืองมาเป็นศูนย์การค้า เพราะรัฐบาลพลเรือนไม่ต้องใช้ทหารคอยค้ำอำนาจเช่นมากอสในอดีต  การนำที่ดินใจกลางเมืองแปลงใหญ่ ๆ เช่น ท่าเรือคลองเตย ค่ายทหารเกียกกาย สนามม้า ฯลฯ มาพัฒนาในเชิงพาณิชย์ จะสามารถสร้างเป็นใจกลางเมืองใหม่ New CBD (Central Business District) ได้ เช่น ที่ดินแถวสนามเป้าขนาด 900 ไร่ หากใช้พื้นที่ 60% มาก่อสร้าง ก็จะสามารถสร้างอาคารขนาดธนาคารกรุงเทพ สำนักงานใหญ่สีลมถึง 60 ตึก แถมยังสามารถนำรถไฟฟ้าเลี้ยวเข้ามาเป็น Light Rail แบบสิงคโปร์ หรือเชื่อมทางพิเศษกับทางยกระดับอุตรภิมุข (ดอนเมืองโทล์เวย์) ได้อีกด้วย

            ในอีกฟากหนึ่งของมหานครเช่นหนอกจอก ก็อาจสร้างเมืองใหม่โดยการเวนคืนนาสัก 50 ตารางกิโลเมตรหรือ 30,000 ไร่เศษ ๆ มาสร้างเป็นเมืองบริวาร  ให้เชื่อมต่อกับกรุงเทพมหานครด้วยทางยกระดับหรือรถไฟฟ้าโดยห้ามการเชื่อมทาง เพื่อป้องกันปัญหาการขยายตัวของเมืองอย่างไรขีดจำกัด ซึ่งเท่ากับการทำลายสิ่งแวดล้อมอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

            แนวคิดการวางผังเมืองเชิงรุกเช่นนี้ กรุงเทพมหานครย่อมไม่อาจคิดไปถึงเนื่องจากเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ไม่ได้ควบคุมระบบสาธารณูปโภคใด ๆ  จึงส่งผลให้ผังเมืองเป็นเพียงการขีดสี ขีดเส้นที่ไม่อาจแก้ไขปัญหาการใช้ที่ดินหรือก่อให้เกิดการวางผังเมืองที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม  และทำได้ในขอบเขตจำกัดด้วยการเน้นลูกเล่นประเภท Bonus System และ Transfer Right ดังกล่าว

 

            ประชาชนเจ้าของกรุงเทพมหานคร เจ้าของทรัพย์สินที่ดินทั้งหลายต้องช่วยกันดูแลผังเมืองให้ดี