“ดนตรีเพลงปฏิวัติฉลองปีใหม่”
โดยนักปฏิวัติ (ของแท้จากฐานที่มั่น)
วันเสาร์ 19 ธันวาคม 2552 เวลา 18:00 - 21:00 น.
ณ ห้องประชุมเบญจมจักร มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร
(ใกล้วัดพระศรีมหาธาตุวรมหาวิหาร และอนุสาวรีย์พิทักษ์รัฐธรรมนูญ)
รายได้เพื่อบูรณะฐานที่มั่นค่าย 514 ฐานที่มั่นสุดท้ายที่เหลืออยู่ในประวัติศาสตร์
http://cpt.igetweb.com


          งานนี้เป็นกิจกรรมทางวัฒนธรรมเพื่อการเรียนรู้สังคม เพลงปฏิวัติในอดีตเป็นวัฒนธรรมในยุคสมัยแห่งความไม่เป็นธรรมในสังคมซึ่งแต่งขึ้นโดยกวีที่เข้าร่วมการต่อสู้ เพื่อการเปลี่ยนแปลงสังคม เพื่อผลประโยชน์ของประชาชนไทย แม้ในปัจจุบัน จะไม่มีสถานการณ์การต่อสู้ดังเช่นในอดีต แต่วัฒนธรรมเพลงนี้ได้สะท้อนประวัติศาสตร์ที่ควรค่าแก่การศึกษา
          การแสดงดนตรีเพลงเหล่านี้ยังอาจช่วยให้เยาวชนรุ่นหลังได้เข้าใจเสี้ยวประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ได้เห็นถึงความรัก ความเสียสละที่บริสุทธิ์ที่แม้กระทั่งชีวิตยังยอมพลีให้เพื่อประเทศชาติและประชาชน จึงอาจช่วยกระตุ้นให้เยาวชนได้มีจิตใจที่รักส่วนรวม
          การแสดงดนตรีนี้ไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง แต่มุ่งให้ความบันเทิงในฐานะเป็นวัฒนธรรมแขนงหนึ่งที่สรรค์สร้างขึ้น โดยกวีของประชาชนที่แสดงถึงอรรถรสทางดนตรีที่หายากและถือเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ส่วนหนึ่งของประเทศไทยที่ควรค่าแก่การศึกษา
          วัตถุประสงค์ของการจัดงานนี้คือเพื่อการระดมเงินบริจาคเพื่อการปรับปรุง-พัฒนาศูนย์การเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์ฐานที่มั่น ค่าย 514 เพื่อให้ศูนย์การเรียนรู้นี้เป็นแหล่งเรียนรู้ของการต่อสู้ของประชาชนเพื่อประชาธิปไตยในอดีต

เอกลักษณ์ของรูปแบบการจัด
การจัดงานแสดงดนตรีในครั้งนี้ ไม่เน้นความอลังการของดนตรีในรูปแบบวงมโหรีขนาดใหญ่ แต่เป็นการแสดงดนตรี “ของแท้” จากฐานที่มั่นของนักต่อสู้ในอดีตที่ร้องมาตลอด 40 ปีแล้ว  และเน้นให้เกิดการมีส่วนร่วมในหมู่ผู้เข้าร่วม เช่น การร้องเพลงร่วมกัน และจะมีการรำวงร่วมกันในแต่ละช่วงของ โดยเป็นการรำวงตามแบบฉบับของแท้จากฐานที่มั่นในอดีต

เพลงที่จะร้องในงาน
กสิกรไทย, ความหวังแห่งชีวิตใหม่, จดหมายถึงแม่ ฉบับที่ 3, จากนา และโรงงานสู่การปฎิวัติ, ชวนลูกปฎิวัติ, ดาวทอง, ใต้ร่มธงฯ, ปฎิวัติชาติไทย, พี่น้องปักษ์ใต้, ภูพานบ้านใหม่, ภูพานปฎิวัติ, มาร์ชกองทัพฯ, แม่รู้หรือป่าว, รอยแค้น 6 ตุลา, วอนเพื่อนกลับใจ, วีรชนปฎิวัติ, ศิลปิน มาแล้ว, ศูนย์การเรียนรู้ค่าย 514, สดุดี นักรบแนวหน้า, สู่ร่มธงพรรค, หญิงสู้ หญิงชนะ  และยังมีเพลงรำวงอีก 20 เพลง เพื่อให้ทุกคนได้ร่วมรำวง  รวมถึงการแสดงท่ารำ "เทคนิคการรบ 18 ประตู" และการแสดงท่ารำประกอบเพลง "ทหารประชาชน" และท่ารำไทย ประกอบเพลง "รำลึกวีรชน"

สำหรับวงดนตรีเป็นวงดนตรีลูกทุ่งตะวันแดง ค่าย 514 เคียนซา สุราษฎร์ธานี นอกจากนี้ยังมีน้กร้องรับเชิญที่ยืนยันมาแล้วได้แก่
1.   คุณกมล สุสำเภา (ส.ประดิษฐ์ ที่มั่นแดง) : เพลงพรรค ฯ ที่ยิ่งใหญ่
2.   คุณศุภลักษณ์ สุวรรณประสพ (ก้อย กงล้อ - ส.แวว ศิลปิน 82) : เพลงคอม ฯ คือตะวัน
3.   คุณประพร จันโท (ส.เทิด ภูพาน) : เพลงนักรบอาจหาญ
4.   คุณรุ่งรวี สิทธินันทน์ (ส.คำราม ที่มั่นแดง) : เพลงเมล็ดพืชสีแดง

สิ่งที่ท่านจะได้รับจากงานนี้
1.   การแสดงวัฒนธรรมของไทย การฟังเพลงปฏิวัติที่หาโอกาสได้ยาก
2.   คู่มือรำวงมาตรฐานของชาวพรรค และเอกสารประกอบอื่น ๆ
3.   การพบปะ สมานมิตรกับมิตรสหายจากทั่วทุกภูมิภาค

ค่าบัตร
งานนี้ขอรับบริจาคจากผู้เข้าร่วมงานท่านละ 300 บาท (สามารถบริจาคได้เพิ่มเติมตามอัธยาศัย) เพื่อการปรับปรุง-พัฒนาศูนย์การเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์ฐานที่มั่น ค่าย 514 เพื่อให้ศูนย์การเรียนรู้นี้เป็นแหล่งเรียนรู้ของการต่อสู้ของประชาชนเพื่อประชาธิปไตยในอดีต และถือเป็น "ฐานที่มั่น" แห่งเดียวที่ยังเหลืออยู่จนถึงปัจจุบัน

ลงชื่อจองที่นั่งฟังดนตรี
* ท่านที่สนใจเข้าฟังดนตรีในครั้งนี้ โปรดลงชื่อจองที่นั่งพร้อมโอนเงินได้ที่เว็บไซต์ http://cpt.igetweb.com
* เมื่อโอนเงินแล้วโปรดส่งโทรสาร 0.2295.1154 ถึงคุณจันทิรา สระทองเขียว โทรศัพท์ 08.2522.6064 Email: cpt.song@gmail.com
การประเมินเพื่อการเวนคืนที่ดินแก่ยายไฮ ขันจันทา
 
ดร.โสภณ พรโชคชัย
 
             ตามที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้เดินทางไปมอบเงินค่าทดแทนชดเชยแก่ยายไฮ ขันจันทา และคณะที่ได้รับการเวนคืนอย่างไม่เป็นธรรม  นับเป็นการดำเนินการที่ต้องตามหลักสากล โดยน่าจะถือเป็นตัวอย่างแก่กรณีความขัดแย้งทางด้านทรัพย์สินกรณีอื่นระหว่างรัฐและประชาชน  มูลนิธิประเมินค่าทรัพย์สินแห่งประเทศไทย ได้เคยประเมินค่าทดแทนกรณีนี้ไว้  จึงขอนำเสนอเพื่อเป็นกรณีศึกษา
 
กรณีการเวนคืน

             อ่างเก็บน้ำห้วยละห้า เป็นโครงการที่ดำเนินการโดยสำนักงานเร่งรัดพัฒนาชนบท (รพช.) ตั้งอยู่ที่ตำบลนาตาล กิ่งอำเภอนาตาล จังหวัดอุบลราชธานี เริ่มก่อสร้างเมื่อปี พ.ศ. 2519 มีวัตถุประสงค์ในการกักเก็บน้ำเพื่อการชลประทาน ซึ่งต่อมาภายหลังได้นำมาผลิตน้ำประปาในหมู่บ้าน แต่สภาพน้ำได้เริ่มเน่าเสีย ทำให้อ่างเก็บน้ำได้ถูกปล่อยไว้ไม่ได้ใช้ประโยชน์

             พื้นที่บริเวณสร้างอ่างเก็บน้ำเคยเป็นที่ดินทำกินของประชาชน ซึ่งภายหลังมีการสำรวจพบว่า น้ำท่วมที่ดินจำนวน 21 ราย แต่ไม่มีการจ่ายค่าทดแทนชดเชยการเวนคืนให้กับเจ้าของ  ประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนทำการคัดค้านและเรียกร้องความเป็นธรรมมาโดยตลอด 27 ปี จนกระทั่งครอบครัวที่เป็นเจ้าของที่นา 3 รายได้ทำการทุบเขื่อนกั้นอ่างเก็บน้ำตั้งแต่วันที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2547 เป็นต้นมา เพื่อระบายน้ำและเอาที่ดินของตนกลับคืนมา และในที่สุด พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ได้มีคำสั่งเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2547 เพื่อให้มีการแก้ไขปัญหาอ่างเก็บน้ำห้วยละห้าโดยให้คืนที่ดินแก่เจ้าของกรรมสิทธิ์เดิม

             อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันแม้ว่าประชาชนได้รับที่ดินคืนไปแล้ว แต่ตลอดเวลาในกว่า 30 ปีที่ผ่านมา ค่าสูญเสียโอกาสจากการที่ไม่ได้ประกอบอาชีพได้ตามปกติบนที่ดินก็ยังไม่ได้รับการตอบสนองจากภาครัฐ แม้ว่าที่ผ่านมาได้มีการศึกษาในเรื่องนี้ไว้บ้างแล้ว แต่ก็ยังไม่มีการจ่ายชดเชยค่าเสียโอกาสแต่อย่างใด   ยายไฮจึงได้เรียกร้องค่าทดแทนเพื่อชดเชย  และรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ตั้งใจจะให้ค่าทดแทน แต่ยังไม่ได้ตกลงกันในมูลค่าที่เห็นร่วมกัน

             ในที่สุดรัฐบาลอภิสิทธิ์ จึงได้จ่ายค่าทดแทนให้เป็นเงิน 4.9 ล้านบาท เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2552 และนายกรัฐมนตรีได้เดินทางไปมอบเงินจำนวนดังกล่าวแก่ยายไฮเอง
 

การประเมินค่าทดแทน

             มูลนิธิประเมินค่าทรัพย์สินแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นองค์กรที่บำเพ็ญประโยชน์สาธารณะในการให้ความรู้ในด้านการประเมินค่าทรัพย์สิน ด้านอสังหาริมทรัพย์แก่นักวิชาชีพประเมินค่าทรัพย์สินรวมทั้งประชาชนทั่วไป ได้จัดตั้งคณะทำงานพิเศษเพื่อทำการศึกษาถึงค่าชดเชยจากการสูญเสียโอกาสข้างต้น สำหรับยายไฮ ขันจันทาและคณะคือ นายเสือ พันคำ และนายฟอง ขันจันทา

             ที่ดินของทั้ง 3 ท่านมีเนื้อที่ดินที่ได้รับผลกระทบประมาณ 61 ไร่ 1 งาน 45 ตารางวา ตั้งอยู่ในท้องที่บ้านโนนตาล ตำบลนาตาล กิ่งอำเภอนาตาล (แยกจากอำเภอเขมราฐเดิม) จังหวัดอุบลราชธานี เอกสารสิทธิที่ดินปัจจุบันเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3ก.) เลขที่ 1729 และ 319 จำนวน 2 ฉบับ และหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 30 อีก 1 ฉบับ

             หลักเกณฑ์การประเมินค่าการสูญเสียโอกาสข้างต้น พิจารณาจากรายได้ที่สูญเสียไปจากการไม่ได้ใช้ประโยชน์บนที่ดินตามศักยภาพคือการทำนา ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา   ค่าการสูญเสียโอกาสที่ประเมินได้ ณ วันที่ 15 ธันวาคม 2548 เป็นเงินรวม 3,875,000 บาท โดยแยกเป็น นายเสือ พันคำ เป็นเงิน 1,781,000 บาท  นางไฮ ขันจันทา เป็นเงิน 946,000 บาท และนายฟอง ขันจันทา เป็นเงิน 1,058,000 บาท (หนึ่งล้านห้าหมื่นแปดพันบาทถ้วน)  ส่วนราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมของทางราชการ เป็นเงินเพียง 1,056,770 บาท

             การที่รัฐบาลได้จ่ายค่าทดแทนเป็นเงิน 4.9 ล้านบาท แทนที่จะเป็น 3.9 ล้านบาทตามที่ประเมินไว้ ณ ปี 2548 จึงเป็นสิ่งเข้าใจได้  เพราะเวลาที่ประเมินในขณะนั้นจนถึงบัดนี้ห่างกันถึง 4 ปีแล้ว  ในกรณีปกติตามหลักสากลของการเวนคืน  รัฐบาลควรกำหนดค่าทดแทน ณ วันที่เวนคืน  ส่วนหากจ่ายค่าทดแทนจริงล่าช้ากว่ากำหนด ก็สามารถเพิ่มค่าเสียโอกาสได้
 

วิธีการประเมินค่าทรัพย์สิน

             แนวทางการประเมินค่าทรัพย์สินนี้พิจารณาถึงผลเสียหายการจากการใช้ที่ดินของรัฐ ทำให้ประชาชนได้รับผลกระทบเนื่องจาก สูญเสียโอกาสในการใช้ที่ดิน ตลอดระยะเวลาหลายสิบปี (นับแต่ พ.ศ.2519) ที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์จากที่ดินซึ่งถูกใช้เป็นอ่างเก็บน้ำดังกล่าว  อย่างไรก็ตามในการประเมินมูลค่านี้ไม่ได้พิจารณาถึงค่าทดแทนที่ดินหรือค่าเวนคืนที่ดิน เนื่องจากนับแต่ปี 2547 โดยคำสั่ง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ได้คืนที่ดินให้กับประชาชนเจ้าของที่ดินไปแล้ว จึงไม่มีกรณีค่าทดแทนที่ดินอีก  เงินจำนวนที่ประเมินจึงเป็นค่าทดแทนค่าเสียโอกาสการใช้ที่ดินเป็นสำคัญ

             แนวทางการประเมินค่าสูญเสียโอกาสข้างต้น  สามารถพิจารณาประเมิน 2 แนวทาง ดังนี้

             1. การประเมินจากค่าเช่าที่ดิน  โดยตั้งสมมติฐานการประเมินที่พิจารณาตามสมมติฐานว่า การสูญเสียประโยชน์จากการไม่ได้ใช้ที่ดินที่มีศักยภาพในการทำนา คือ เป็นการสูญเสียตามค่าเช่าที่ดินเพื่อการทำนาตลอดระยะเวลาในห้วง พ.ศ.2519-2548 ที่ผ่านมา  วิธีการประเมินตามสมมติฐานข้างต้นจะพิจารณาประเมินด้วยวิธีการเปรียบเทียบราคาตลาด (The Market Approach) โดยเปรียบเทียบกับค่าเช่าในการทำนาในปัจจุบัน และพิจารณาย้อนหลังรวมจำนวน 28 ปี ณ ปี 2548 แม้ค่าเช่าทำนาในอดีตอาจไม่เท่ากับค่าเช่าในปัจจุบัน แต่การได้รับค่าเช่าในอดีตถ้านับถึงปัจจุบันแล้วเงินค่าเช่าย่อมมีผลตอบแทนตามอัตราดอกเบี้ยเงินฝากเป็นอย่างต่ำ 

             2. การประเมินจากรายได้ที่สูญเสียไปจากการทำเกษตรกรรม   โดยการประเมินพิจารณาจากการสูญเสีย “รายได้สุทธิ” จากการทำนา โดยพิจารณาถึงผลผลิตต่อไร่คูณราคาขายข้าว หักด้วยต้นทุนในการทำนาตามตลาดทั่วไป คงเหลือเป็นรายได้สุทธิจากการทำนาตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา   วิธีการประเมินราคาพิจารณาประเมินด้วยวิธีการรายได้ (The Income Approach) โดยพิจารณาจากรายได้สุทธิจากการทำนาข้างต้น

             และเมื่อดำเนินการแล้วก็นำค่าทดแทนการเสียโอกาสที่ประเมินได้จาก 2 แนวทางนำมาพิจารณาเปรียบเทียบกันและพิจารณาสรุปประเมินค่าสูญเสียโอกาสจากแนวทางที่มีค่าสูญเสียโอกาสสูงกว่าเป็นหลัก
 

เครื่องมือยุติความขัดแย้ง

             ในการพัฒนาประเทศ จำเป็นต้องมีการเวนคืน  เพราะรัฐบาลหรือหน่วยงานใดก็ตามก็คงไม่สามารถวางแผนการพัฒนาประเทศได้ล่วงหน้าโดยไม่จำเป็นต้องมีการเวนคืนที่ดินในภายหลัง  การเวนคืนจึงเป็นการส่งเสริมการพัฒนาประเทศโดยรวม  ความสูญเสียของประชาชนเป็นสิ่งที่รัฐมองข้ามไม่ได้ หรือดำเนินการโดยชักช้าไม่ได้  ทั้งนี้เพื่อการปกป้องประโยชน์ของประชาชน

             ค่าทดแทนต้องได้รับการคำนวณอย่างเหมาะสม  และหากยิ่งมีการเวนคืนที่ไม่เป็นธรรม  รัฐบาลยิ่งต้องจ่ายค่าทดแทนที่เหมาะสม และให้ทันการ  ไม่ใช่เป็นเช่นกรณีนี้ที่ปล่อยไว้เนิ่นนานกว่า 33 ปีนับถึงปัจจุบัน  เครื่องมือสำคัญอย่างหนึ่งในการยุติความขัดแย้งก็คือ การประเมินค่าทรัพย์สินตามหลักสากล 

             ค่าทดแทนนั้นประกอบด้วย ราคาอสังหาริมทรัพย์ตามราคาตลาด ณ วันที่ประกาศให้มีการเวนคืน โดยในประเทศไทยสามารถนับจากวันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา  นอกจากนี้ยังต้องจ่ายเพิ่มเติม เช่น ค่าขนย้าย ค่าเสียโอกาส ฯลฯ ทั้งนี้เพราะผู้ถูกเวนคืนไม่ได้เต็มใจตั้งแต่แรกในการถูกเวนคืน  และเป็นความเสียหายโดยตรงต่อผู้ถูกเวนคืน  โดยสรุปแล้ว ค่าทดแทนจึงรวมแล้วสมควรมากกว่าราคาตลาด  และย่อมไม่ใช่ราคาประเมินทุนทรัพย์ของทางราชการ ที่ใช้เพื่อการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเป็นหลัก
            

การเวนคืนที่เป็นธรรม

             ในแง่หนึ่งรัฐบาลจำเป็นต้องให้ความเป็นธรรมแก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบ   ในกรณีเร่งด่วน รัฐบาลยังสามารถเข้าใช้พื้นที่ได้ในทันที  แต่ให้วางเงินค่าทดแทนไว้เพื่อจ่ายแก่ผู้ถูกเวนคืน  และหากผู้ถูกเวนคืนไม่เห็นด้วยกับค่าทดแทน ก็สามารถอุทธรณ์ หรือฟ้องศาลเพื่อให้ตัดสินเพื่อขอรับค่าทดแทนที่สมควรยิ่งขึ้น 

             ในมาเลเซีย อธิบดีกรมประเมินค่าทรัพย์สินกล่าวว่า ประชาชนสามารถคัดค้าน อุทธรณ์ หรือฟ้องศาลในกรณีไม่ได้รับค่าทดแทนที่เป็นธรรมได้  แต่ไม่อาจฟ้องร้องไม่เห็นด้วยกับโครงการพัฒนาต่าง ๆ ได้  ประชาชนมีหน้าที่ต้องได้รับการเวนคืน  ตราบเท่าที่การเวนคืนนั้นได้มีการจ่ายค่าทดแทนเพื่อชดเชยแก่ประชาชนเจ้าของทรัพย์สิน  ในบางประเทศรัฐบาลยังสามารถเวนคืนให้เอกชนไปพัฒนาโครงการที่ก่อประโยชน์ต่อส่วนรวมได้ด้วย
 

ประเด็นพิจารณา

             ในที่สุด ผู้เขียนเชื่อว่า คงไม่มีรัฐบาลใดต้องการเวนคืนสร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชน หากไม่ใช่เพื่อการพัฒนาประเทศที่ส่งผลดีต่อประชาชนโดยรวม  เช่น ประเทศจำเป็นต้องมีทางด่วน รถไฟความเร็วสูง รถไฟฟ้า ท่าเรือน้ำลึก หรือการพัฒนาอุตสาหกรรม  หากประเทศไทยไม่สามารถพัฒนาได้เพราะไม่อาจเวนคืนที่ดิน หรือมีการต่อต้านหนัก ในขณะที่เวียดนาม ลาว เขมร มาเลเซีย ต่างพัฒนาไปขนานใหญ่ ประเทศไทยก็ขาดศักยภาพสู้กับต่างชาติ  การลงทุนก็น้อยลง ประเทศก็ยากจนลง ผลกระทบย่อมเกิดแก่ประชาชนโดยรวม 

             ปัญหาทางเศรษฐกิจย่อมส่งผลต่อความมั่นคงของชาติด้วย  เช่น กรณี 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ความคุกรุ่นทางศาสนาหรือเชื้อชาติน่าจะไม่ลุกลามหรือหมดไป หากประเทศมาเลเซียยากจนหรือด้อยความเจริญกว่าไทย  โดยนัยนี้หากประเทศอินโดจีนเจริญกว่าไทยในอนาคต ปัญหาชายแดนด้านตะวันออกก็อาจประทุขึ้นมาได้อีกเช่นกัน
 

             การสร้างความเป็นธรรมตั้งแต่แรกจากการประเมินเพื่อการเวนคืนที่เป็นธรรม จึงเป็นสิ่งจำเป็นในการปูทางสู่การพัฒนาประเทศเพื่อประโยชน์สุขแก่ประชาชนโดยรวมโดยไม่แบ่งแยก
 


หมายเหตุ: ดูรายละเอียดรายงานการประเมินค่าทรัพย์สินในรายละเอียดที่ทำไว้สำหรับยายไฮ ขันจันทาและคณะ เมื่อ พ.ศ.2549 ที่
http://www.thaiappraisal.org/thai/research/research_hi.htm

ภาพถ่ายที่เคยไปเยี่ยมและประเมินค่าทรัพย์สิน: http://www.prachatai.com/sites/default/files/u7/sopon-hai.JPG
ชุมชนแออัดต้นแบบหรือการลวงโลก
 
ดร.โสภณ พรโชคชัย (sopon@thaiappraisal.org)
 
            มีชุมชนแออัดบุกรุกบนที่ดินริมคลองชลประทานแห่งหนึ่ง  อยู่กันมานานหลายสิบปี  วันหนึ่งก็มีหน่วยงานบางแห่งเข้าไปช่วยสร้างบ้านให้ใหม่  ให้เงินกู้  แถมด้วยสัญญาเช่าที่ดินในราคาถูกระยะยาวเพื่อให้ได้อยู่อย่างถูกต้องตามกฎหมาย  จากนั้นก็มีการอัดฉีดงบประมาณเข้าไปในดำเนินการอีกหลายโครงการ  จนกลายเป็นชุมชนต้นแบบที่มีคนมาดูงานจากทั่วโลก

            แต่หากฉุกคิดมองต่างมุมเลยครับ! ชุมชนแห่งนี้อาจเป็น:
            1. การแก้ปัญหาที่ปลายเหตุและไม่คุ้มค่างบประมาณแผ่นดิน

            2. การเล่นปาหี่ เพราะความสำเร็จเกิดขึ้นจากเงินสนับสนุนต่าง ๆ ที่เขียนขึ้นมาขอกัน

            3. การใช้งบประมาณแผ่นดินเอื้อประโยชน์ต่อประชาชนเฉพาะกลุ่ม โดยกลุ่มผู้มีรายได้น้อยอื่นเสียโอกาส  และกลุ่มประชาชนทั่วไปเสียหาย  อันนำไปสู่การสร้างความไม่เท่าเทียมกันให้เกิดขึ้นในหมู่ประชาชน

            ชุมชนลักษณะนี้ไม่อาจเป็นต้นแบบที่จะประสบความสำเร็จในที่อื่นได้  การเข้าใจผิดจะทำให้การพัฒนาชุมชนแออัดและมหานครหลงทิศผิดทางไปใหญ่

 
การใช้ที่ดินที่ขาดประสิทธิภาพ
            ชุมชนแห่งนี้มีประชากรประมาณ 250 หลังคาเรือนบนพื้นที่ประมาณ 10 ไร่ ที่ดินนี้หากนำมาพัฒนาตามมาตรฐานทั่วไป จะสามารถใช้สอยสุทธิได้ราว 80% หรือ 8 ไร่  ที่เหลือก็คือถนนหรือสาธารณูปโภค สาธารณูปการต่าง ๆ

            ที่ดิน 8 ไร่ หากนำมาสร้างอาคารแบบแฟลต 5 ชั้น ก็จะสามารถสร้างได้ประมาณ 64,000 ตารางเมตร โดยคิดจากที่ดิน 8 ไร่ หรือ 12,800 ตารางเมตร คูณด้วย 5 ชั้น  พื้นที่ก่อสร้าง 64,000 ตารางเมตรนี้ สามารถใช้สอยสุทธิเพียง 80% หรือ 51,200 ตารางเมตร  โดยที่เหลือก็คือทางเดิน บันได และอื่น ๆ  หากคิดจากแฟลตเอื้ออาทร 32 ตารางเมตรก็จะสามารถจัดหาที่อยู่อาศัยได้ถึง 1,600 หน่วย หรือประมาณ 6.4 เท่าของจำนวนบ้านเดิมในชุมชน

            กรณีนี้รัฐสามารถจัดหาที่อยู่อาศัยแก่ผู้มีรายได้น้อยอื่นในละแวกนั้น เข้ามาอยู่อาศัยได้อีก 1,350 ครัวเรือน  หรือหากรัฐใจดีแจกให้ชาวบ้าน 250 ครัวเรือนนี้คนละ 2 ห้องไปเลย  ก็ยังเหลือห้องให้ผู้มีรายได้น้อยแถวนั้นได้เข้ามาอยู่อีก 1,100 ครัวเรือน  แต่รัฐกลับเอาที่ดินทั้งผืนไปแบ่งเช่าให้เฉพาะกับผู้อยู่อาศัยเดิม  ถ้าเป็นที่ดินของพวกเขาเอง ก็ว่าไปอย่าง  แต่นี่เป็นที่หลวง  ประชาชนที่ด้อยโอกาสอื่น  โดยเฉพาะผู้ที่ไม่มีกระทั่งบ้านในที่ดินบุกรุกเป็นของตนเอง  ก็ไม่สามารถกระทั่งเข้ามาเช่าบ้านแบบแฟลตได้เลย
 

ความไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ
            ถ้าสร้างเป็นแฟลต แล้วให้คนอีก 1,350 ครัวเรือนเข้ามาอยู่  หากคิดค่าเช่าหน่วยละ 2,000 บาท  ก็จะได้เงินถึงปีละ 32.4 ล้านบาท  แต่ในกรณีนี้ นอกจากรัฐจะไม่ได้เงินแล้ว  ยังต้องเจียดงบประมาณแผ่นดินไปช่วยชุมชนนี้อีกต่างหาก

            แต่บางคนก็อาจบอกว่า ชาวบ้านไม่ชอบอยู่แฟลต อยากอยู่ติดดินมากกว่า  บางคนคิดไปไกลถึงขนาดว่า แฟลตไม่เหมาะกับการอยู่อาศัยตามวิถีไทย  แนวคิดนี้คงใช้ได้ในแง่ที่เรามีความสามารถในการหาซื้อบ้านเองในตลาดเปิด  แต่นี่เป็นกรณีกึ่งให้เปล่า  การจะมาเลือกอย่างนั้นอย่างนี้คงไม่ได้  และจากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา  ผู้ที่รายได้น้อยนับล้านก็ยินดีซื้อห้องชุดในโครงการเมืองทองธานี ปลาทองกะรัต ช้างทองรังสิต ฯลฯ  นี่แสดงว่าผู้มีรายได้น้อยเขาปรับตัวได้ในการอยู่อาศัยแบบแฟลต

            ความไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจอีกแง่หนึ่งก็คือ  นอกจากรัฐจะไม่ได้เงินสักบาทจากการใช้ที่หลวงแล้ว  ยังต้องจ่ายให้กับผู้อยู่อาศัยในชุมชนนี้ถึงครัวเรือนละประมาณ 80,000 บาท (แรกเริ่ม 65,000 บาท) นัยเพื่อเป็นทุนประเดิมสำหรับครัวเรือนในการสร้างชุมชนใหม่  นี่เป็นเงินประมาณ 20 ล้านบาท ที่มาจากภาษีอากรของประชาชนทั่วประเทศ

            นอกจากนี้รัฐยังให้กู้เงินดอกเบี้ยต่ำอีกจำนวนหนึ่งเพื่อให้ชาวบ้านสร้างบ้านของตนเอง เช่น ประมาณ 100,000 บาท  โดยในขณะนี้ ชาวบ้านก็ยังผ่อนใช้คืนอยู่ตามปกติ  รวมทั้งอัดฉีดโครงการพัฒนาอีกสารพัด  แต่จากประสบการณ์โครงการแบ่งปันที่ดิน (Land Sharing) ในอดีตที่ผ่านมา  ปรากฏว่าชาวบ้าน ‘ชักดาบ’ กันแทบทั้งชุมชน  จนทางราชการต้องยกหนี้ให้ไปเลย  บางแห่งผ่อนเพียงตารางวาละ 1 บาทต่อเดือน ก็ยัง ‘เบี้ยว’ หนี้  คงเพราะถือว่าเป็นเงินหลวง  แต่ถ้าเป็นหนี้นอกระบบ คงไม่มีใครกล้า ‘เบี้ยว’ เพราะนั่นหมายถึงชีวิต!  ชุมชน Land Sharing ที่เคยได้ชื่อว่าสำเร็จเหล่านี้ เมื่อก่อนก็เคยต้อนรับคณะดูงานจากทั่วโลกเหมือนกัน  แต่เดี๋ยวนี้เปลี่ยนไปแล้ว
 

ค่าเช่าที่ดินแสนถูก
            ที่ดิน 10 ไร่ติดคลองชลประทานใหญ่ดังกล่าว  เมื่อก่อนคงแทบไม่มีราคา  แต่ตามสภาพที่เป็นชุมชนแออัดในปัจจุบัน หากขายได้คงเป็นเงินตารางวาละไม่เกิน 15,000 บาท  หากรัฐขอ ‘ไถ่’ คืนจากชาวบ้าน ณ ราคาข้างต้น  รัฐก็ควรจ่ายเงินแก่ชาวบ้านรวม 60 ล้านบาท  หรือหลังละ 240,000 บาท  แล้วต่างคนก็ต่างแยกย้ายกันไป  ซึ่งในแง่หนึ่งชาวบ้านก็น่าจะดีใจที่ได้อยู่ฟรีกันมา 40-80 ปี (2-4 ชั่วรุ่น) แล้ว  อยู่ ๆ ก็ยังได้เงิน ‘ค่าทำขวัญ’ หรือ ‘โบนัส’ อีกต่างหาก

            เมื่อที่ดินแปลงนี้สามารถนำมาพัฒนาในทางอื่นที่เป็นประโยชน์มากขึ้น  ราคาที่ดินก็อาจสูงขึ้นถึงตารางวาละ 50,000 บาท หรือไร่ละ 20 ล้านบาท รวมเป็นเงิน 200 ล้านบาท  หากให้เอกชนเช่า ณ 4% ของราคาตลาด  รัฐก็จะได้เงินถึง 8 ล้านบาทต่อปี  รัฐสามารถนำเงินส่วนนี้ไปพัฒนาประเทศหรือช่วยเหลือชุมชนแออัดอื่นได้อีก  โดยรัฐไม่ต้องเอาภาษีอากรของประชาชนมาใช้แต่อย่างใดเลย

            ถ้าคิดว่าอย่างน้อยครอบครัวหนึ่งได้ที่ดินเกือบฟรีข้างต้นเป็นเงิน 240,000 ต่อหลังคาเรือน  แล้วยังได้บ้านในราคาอีก 200,000 บาท ที่ผ่อนเงินกู้ถูกกว่าเช่า!  แถมยังมีโครงการอัดฉีดเข้ามาพัฒนาชุมชนอีกสมมติให้หลังละ 60,000 บาท  ก็เท่ากับว่าครอบครัวเหล่านี้ได้เงินจากรัฐประมาณ 500,000 บาทต่อหลังคาเรือน หรือรวมเป็นเงินถึง 125 ล้านบาท เพียงเพื่อพัฒนาชุมชนแออัดแห่งนี้ที่มีอยู่ 250 หลังคาเรือน  ทำอย่างนี้ไม่เกรงใจคนยากจนจริง ๆ หรืออย่างไร
 

ผิดหลักนิติธรรม
            บางท่านอาจมีความคิดว่า การที่ชาวบ้านบุกรุกกันอยู่อย่างผิดกฎหมายนั้นไม่ดี  จึงพยายามทำให้ถูกกฎหมายด้วยการให้เช่า  จะได้อยู่เย็นเป็นสุขเสียที  แต่ในความเป็นจริง ชาวบ้านเหล่านี้อยู่ฟรีโดยไม่เสียเงินซื้อหรือไม่เสียค่าเช่ามานาน  หากรายใดอยู่มานานถึง 50 ปี  และมีต้นทุนการอยู่อาศัย 2,000 บาทต่อเดือนตามมาตรฐานห้องเช่าเล็ก ๆ ก็เท่ากับได้อยู่ฟรีมาเป็นเงินถึง 1.2 ล้านบาทแล้ว  เรายังจะทุ่มเทงบประมาณลงไปอีกหรือ

            หากเราถือว่าคนที่อยู่ในชุมชนแออัดต้องอยู่กันที่เดิม ย้ายไปไหนไม่ได้  บ้านเมืองของเราก็คงจะย่ำแย่  และส่งผลกระทบเชิงลบอย่างรุนแรงต่อประชาชนทั่วประเทศในอนาคต   ดูอย่างประเทศเพื่อนบ้านของเรา  ถ้าสิงคโปร์ ฮ่องกง หรือจีน ยอม ‘อนุรักษ์’ ชุมชนแออัดเอาไว้  ไม่เพิ่มความหนาแน่น  ไม่สร้างเป็นตึกสูง  ป่านนี้ก็คงไม่มีที่ทางเหลือพอจะพัฒนาอะไรแล้ว  ป่านนี้ก็คงเป็นประเทศยากจนที่รอแต่ความช่วยเหลือจากนานาชาติแล้ว

            ในทางตรงกันข้าม ประเทศเหล่านี้ กลับจัดหาที่อยู่อาศัยให้ใหม่  พื้นที่ชุมชนแออัดใจกลางเมือง ก็นำมาพัฒนาให้เกิดประโยชน์ในทางอื่นแก่ประเทศชาติให้มากขึ้น  ประเทศไทยก็เคยทำเหมือนกัน  แต่ทำไม่ตลอดรอดฝั่ง  ท่านทราบหรือไม่  พื้นที่บริเวณกระทรวงการต่างประเทศ มหาวิทยาลัยมหิดล โรงพยาบาลรามาธิบดี และสถาบันมะเร็งแห่งชาติในปัจจุบัน  เมื่อ 50 ปีก่อนเป็นชุมชนแออัดขนาด 1,500 หลังคาเรือน  ซึ่งใหญ่กว่าชุมชนคลองเตยที่ในวันนั้นยังมีขนาดเล็กอยู่  ถ้าวันนี้ชุมชนดังกล่าวยังอยู่  ทุกคนคงตอบได้ว่าจะเป็นผลดีหรือผลเสียต่อประเทศชาติและประชาชนกันแน่

            ปัจจุบันนี้ อย่าว่าแต่จีน ฮ่องกง และสิงคโปร์ที่ไม่ได้เห็นชุมชนแออัดเป็นสิ่งที่แตะต้องไม่ได้  แม้แต่เขมร เวียดนาม เขาก็พัฒนากันใหญ่  ที่เวียดนาม เขารื้อย้ายชุมชนนับหมื่นหลังคาเรือน  อพยพประชาชนนับแสน  ออกจากพื้นที่ ‘ถูเทียม’ เพื่อสร้างศูนย์กลางธุรกิจแห่งใหม่เหมือนพื้นที่ ‘ผู่ท่ง’ ของเซี่ยงไฮ้  หากเราไม่รักษากฎหมาย  แปลงสิ่งผิดกฎหมาย เป็นสิ่งถูกกฎหมายในราคาถูก  สักวันประเทศชาติเราจะต้องล่มสลายก็เป็นได้
 

หลักคิดแบบเล่น ‘ปาหี่’
            มีความพยายามในการประชาสัมพันธ์ว่า สาเหตุที่ทำโครงการนี้สำเร็จ ก็เพราะชาวบ้านช่วยกันออมทรัพย์ (ไมใช่เพราะรัฐทุ่มงบประมาณลงมา ‘บันดาล’ ให้สิ่งเหล่านี้ได้เกิดขึ้น)  ลองตรองดูให้ดี ครัวเรือนหนึ่งออมวันละ 5 บาท ปีละ 1,825 บาท  ถ้าเป็นเช่นนี้จริง ก็คงต้องออมถึง 22 ปีกระมัง จึงจะพอมีเงินสัก 40,000 บาท เพียงเพื่อมาตบแต่งต่อเติมแบบสุดประหยัดสำหรับบ้านที่สร้างขึ้นใหม่   แต่ในทางปฏิบัติ ชุมชนดังกล่าว ออมอยู่ไม่นาน ก็บอกว่ามีสิทธิที่จะกู้เงินมาสร้างบ้านได้แล้ว

            การจัดหาที่อยู่อาศัยแก่ประชาชนนั้น  ไม่จำเป็นต้องให้สิทธิเป็นเจ้าของบ้าน  ถ้าเขาไม่ได้อาบเหงื่อต่างน้ำมาจนมีเงินพอหาซื้อได้เอง  เขาก็อาจไม่มีภูมิคุ้มกัน ไม่มี Sense of Belonging ไม่มีความตั้งใจและความสามารถในการรักษาบ้านนั้นไว้   วันหนึ่งก็อาจขายไป เซ้งไป หรือปล่อยให้คนอื่นมาเช่าต่อ   ความจริงประการหนึ่งก็คือ คนในชุมชนมีฐานะไม่เท่ากัน  บางคนที่มีฐานะดี ก็มีบ้านดี ๆ อยู่นอกชุมชนอยู่แล้ว  บ้านตามโครงการที่ได้มาก็คงปล่อยให้เช่าต่อ  ผู้ที่มีฐานะย่ำแย่มาก ๆ แม้รัฐแทบให้เปล่า ก็ยังรักษาบ้านไว้ไม่ได้อยู่ดี  การมีแนวคิด (กึ่ง) ให้ที่ดินและบ้านแก่ชาวบ้านทั้งชุมชนแบบ ‘มาด้วยกัน ไปด้วยกัน เลือดสุพรรณ’ จึงเป็นสิ่งที่ควรทบทวนอย่างยิ่ง

            กรณีนี้ดูแล้วเหมือน ‘ต้าจ้าย’ และ ‘ต้าชิ่ง’ ซึ่งเป็นต้นแบบพื้นที่เกษตรกรรมและพื้นที่อุตสาหกรรมของจีนเมื่อ 40 ปีที่แล้วเหลือเกิน   ในยุคนั้น จีนทำการโฆษณาชวนเชื่อ ยกย่องความสำเร็จแบบกำมะลอประเภทนี้อย่างบ้าคลั่ง  และสุดท้ายจึงค้นพบว่า นั่นไม่ใช่ต้นแบบที่แท้ และโชคดีที่กลับตัวเดินแนวทางใหม่ทัน   จีนในวันนี้ที่มีประชากร 1,200 ล้าน จึงจะเจริญแซงหน้าไทยที่มีประชากรเพียง 66 ล้านคน
 

ข้อคิดส่งท้าย
            การช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยเป็นหน้าที่ของรัฐ  แต่การจะอำนวยประโยชน์เฉพาะกลุ่มเป็นการสร้างความไม่เท่าเทียมที่ผู้มีรายได้น้อยอื่นเข้าร่วมด้วยไม่ได้  แทนที่รัฐจะช่วยเหลือเช่นนี้ ควรที่จะจัดหาที่อยู่ให้ใหม่  นำพื้นที่มาพัฒนาให้เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวม  หาไม่แล้ว งบประมาณแผ่นดินก็ถูกใช้ไปอย่างไม่มีประสิทธิภาพ  ความสำเร็จของโครงการนี้ก็เป็นแค่ข้อยกเว้นที่ไม่ใช้บรรทัดฐาน เข้าทำนอง “Exception cannot be made norm”

            เพื่อการใช้ทิ่ดินอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อประโยชน์สุขต่อประชาชนในมหานครและแก่ประเทศชาติโดยรวม  เราต้องพัฒนาที่ดินเพื่อส่วนรวมเชิงรุก  ไม่ใช่ปล่อยให้ชุมชนแออัดอยู่อย่างไรก็อยู่อย่างนั้น  แค่พัฒนา ปรับปรุงต้วบ้านและชุมชนเป็นสำคัญ  โดยไม่นำพาต่อการพัฒนาเมืองโดยรวม

            สำหรับคนจนจริง ๆ สังคมต้องไม่ทอดทิ้ง และให้การช่วยเหลือกันตามอัตภาพ  แต่ไม่ใช่ว่าคนจนเป็นคนที่วิจารณ์ไม่ได้ แตะต้องไม่ได้ ทำผิดไม่ได้ เข้าทำนอง  Untouchable หรือ Can Do No Wrong!


บทความที่เกี่ยวข้องอื่น

การพัฒนาชุมชนแออัดที่ผิดทาง (มาโดยตลอด) http://www.thaiappraisal.org/thai/market/market170.htm
หนึ่งพันแม่ชีเทเรซาก็ช่วยสลัมไม่ได้! http://www.thaiappraisal.org/thai/market/Market161.htm
สลัม, แก้อย่างไรให้ถูกจุด  http://www.thaiappraisal.org/thai/market/market122.htm
สลัม... ความจริงที่ถูกปิดบัง http://www.thaiappraisal.org/thai/market/market97.htm
รื้อมหิดล รพ.รามาฯ และกระทรวงต่างประเทศไปสร้างสลัมดีไหม? http://www.thaiappraisal.org/thai/market/market87.htm